[BLOG] พิกัดทุกจุด + การเตรียมตัว Honeymoon Roadtrip 15 วัน สวิสเซอร์แลนด์ – เยอรมัน – ออสเตรีย [Day 1-5]

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ หลังจากที่นีน่ากระหน่ำลงภาพระหว่างไป honeymoon roadtrip บน FB และ IG เมื่อช่วงต้นเดือนที่แล้ว ก็ยังมีคนถามมาตลอดๆเรื่องทริปที่ผ่านมา วันนี้ก็เลยตัดสินใจมาเขียนลง blog ให้ดูกันแบบละเอียดไปเลยค่ะ ตั้งแต่แผนการเที่ยว 15 วัน ที่พัก ที่เที่ยว และร้านอาหาร ทั้งหมดที่นีน่าอยากแนะนำสำหรับใครที่กำลังคิดจะแพลนทริปไปเที่ยวยาวๆ

IMG_3653

ก่อนอื่นนีน่าต้องเกริ่นก่อนว่า ทริปนี้เป็น Honeymoon Trip ของนีน่าและแบ๊งค์ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ได้จำกัดงบการเที่ยวไว้มากมายนะคะ เรียกว่าเต็มที่กับทุกสิ่งจริงๆ แต่เรียกว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว เป็นหนึ่งในทริปที่ดีที่สุดของนีน่าเลยก็ว่าได้ งั้นเราไปเริ่มด้วย Itinerary ของทริปนี้กันเลยดีกว่าค่ะ เราเดินทางตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.​ กลับมาถึงไทยวันที่ 15 ต.ค. รวมทั้งหมด 16 วันพอดี

Itinerary

นีน่าเริ่มทำการบ้านวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้าประมาณครึ่งปีเลยค่ะ เพราะต้องเผื่อเวลาทำวีซ่า จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และรถเช่า เนื่องจากทริปนี้จะเป็น Road trip เลยต้องวางแผนเยอะหน่อย แผนการเดินทางของเราคือ

Zurich – Lucern – Innsbruck – Salzburg – Interlaken – Lausanne – Zermatt – Zurich

Screen Shot 2560-11-14 at 2.01.28 AM

โดยที่จะพักที่ละ 2 คืนจะได้ไม่ขับรถเหนื่อยเกินไป แล้วระหว่างวันค่อยขับรถไปเที่ยวเมืองข้างเคียงแทนค่ะ นอกจากแผนการเที่ยวแบบคร่าวๆแล้ว สิ่งที่เราเตรียมตัวก่อนการไปทริปนี้คือ

1. International Driving License (ใบขับขี่สากล)

ถ้าคิดจะขับรถที่ต่างประเทศ อย่าลืมทำใบขับขี่สากลไปด้วยนะคะ แบ๊งค์ไปทำล่วงหน้าก่อนทริปไม่นาน ขั้นตอนการทำง่ายมากมาย ไม่ต้องสอบอะไรใดๆ แค่นำ 1. สำเนาบัตรประชาชน 2. สำเนาพาสปอร์ต 3. สำเนาใบขับขี่ 4. รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 รูป และเงิน 505 บาท ไปที่กรมการขนส่งที่ปกติเราไปสอบใบขับขี่ ยื่นเอกสารพร้อมจ่ายเงินแป๊บเดียว เราก็ได้ใบขับขี่สากล (ใช้ได้ 1 ปีนับจากวันทำ) เรียบร้อยแล้วค่ะ

2. ตั๋วเครื่องบิน

Screen Shot 2560-11-01 at 6.58.04 PM

เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ และเป็นเงินก้อนใหญ่ของทริปนี้เลยค่ะ เราตั้งใจจะนั่ง Business Class (BC) อยู่แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกสายการบินอะไร ตั้งใจจะเลือกจากเวลาบิน และราคาที่เหมาะสม โชคดีว่าไปเห็น Qatar Airways จัดโปรลดราคา BC เส้นทางไปยุโรปพอดี เคยได้ยินอยู่แล้วว่าสายการบินนี้ได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะ BC ว่าดีงาม เลยจัด Qatar Airways ไปเลย 2 ที่นั่ง ด้วยราคารวมประมาณ 130,000 กว่าๆค่ะ ตกคนละ 60,000 กว่าบาทเท่านั้น รวมๆแล้วลดเกือบ 50% ^^

3. จองรถ

เหมือนเดิมค่ะ เพราะเราอยากให้ทริปนี้พิเศษกว่าทริปอื่นๆ เลยตั้งใจจะจองรถสปอร์ตเปิดประทุน ไหนๆก็ต้องใช้รถคันนี้ทั้งทริปแล้ว แบ๊งค์จะได้บรรยากาศดีๆเวลาขับรถ และจะได้ถ่ายรูปเห็นวิวสวยๆตลอดทั้งทริปด้วย เราจองจากแบรนด์ Sixt เพราะแบ๊งค์เช็คราคาแล้วบอกว่าเว็บนี้ราคาดีที่สุด และมีรถสปอร์ตเปิดประทุนแบบที่เราต้องการเด๊ะ สุดท้ายเราเลือกจองรถ Mercedes-Benz C250 ตามภาพด้านล่างเลยค่ะ

IMG_3262

ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่า 14 วันเต็ม 1,952.80 CHF (ประมาณ 68,000++ บาท) ตกวันละเกือบ 5,000 บาทค่ะ เราซื้อประกันแบบสูงที่สุดค่ะ อันนี้คำแนะนำส่วนตัวจากนีน่า ว่าควรซื้อประกันแบบสูงสุด อาจจะราคาสูงหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มมากๆ เพราะเวลาเราเอารถมาคืน เค้าแทบไม่ตรวจอะไรอีกเลยค่ะ รอยขีดข่วน หินกระเด็นเล็กๆเวลาขับรถทางไกล (ซึ่งต้องมีอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว) เราไม่ต้องกังวลเลยค่ะว่าเค้าจะเก็บเราเพิ่ม แต่ถ้าเราไม่ซื้อประกัน เชื่อว่าเค้าจะต้องตรวจเข้ม คิดเล็กคิดน้อยกับเราแน่นอน

Car

4. ซื้อซิมที่เมืองไทย

แบ๊งค์จัดการเรื่อง internet ให้ค่ะ ตรวจสอบ + เช็คทุกช่องทางว่าแบบไหนดีสุด คุ้มสุด ไม่ว่าจะเป็น roaming, pocket wifi, ซิมของที่นู่น เพราะนีน่าต้องใช้ internret ค่อนข้างเยอะระหว่างทริป ได้ข้อสรุปมาว่าซื้อซิม ใช้เน็ตได้เยอะสุด คุ้มสุด แบ๊งค์ไปเจอเว็บ www.instasim.com แล้วจัดการจองซิมยุโรป แบบอันที่แพคเกจสูงที่สุด คือใช้เน็ตได้ 20 GB โทร Local Call ได้ 3,000 นาที และส่ง SMS ได้ไม่อั้น สามารถใช้ได้ 30 วันหลังจาก activate ค่ะ เราจองมา 2 ซิมคนละอันไปเลย คำนวณดูแล้วถ้านีน่าจะ FB Live หรือ post งานต่างๆบน Social Media ยังไงเน็ตก็น่าจะเหลือเฟือแน่ๆ ราคาซิมละ 2,250 บาทนะคะ เราได้ซิม Vodafone มา ใช้งาน ok มากๆ จะมีปัญหาเล็กน้อยเวลาขับรถข้ามประเทศ ต้องรอให้ซิมหาคลื่นของประเทศนั้นๆเจอนานหน่อย (ประมาณครึ่งชม.)

IMG_1822

จองโรงแรมทั้งหมด

เราจองเป็น apartment ผ่าน airbnb และแบบที่เป็นโรงแรมในเว็บจองโรงแรมทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Agoda.com, Booking.com หรือ Hotel.com รายละเอียดที่พักแต่ละที่เป็นยังไง ที่ไหนที่เราชอบมากเป็นพิเศษ รออ่านต่อไปได้เลยค่ะ

เนื่องจากเราเที่ยวกันยาวมาก นีน่าเลยแบ่งการเขียน blog ออกเป็นหลายๆ part นะคะ มาเริ่มกันที่ Part 1 กันก่อนกับการเดินทางวันที่ 1-3 ค่ะ (VDO version จะตามมาเร็วๆนี้แน่นอน)

Day 1 [BKK – ZURICH – LUZERN]

L1020210

ถึงสนามบินเร็วหน่อยแล้วแวะเข้า lounge เลยค่ะ ข้อดีของการนั่ง BC คือ check-in รวดเร็ว คิวไม่ยาว และเราจะได้คูปอง Premium Lane มีช่องส่วนตัวในการตรวจกระเป๋า ตรวจตม. จึงเข้าไปเดินเล่นในสนามบินได้เร็วมากค่ะ มีเวลาเหลือเยอะก็ไปนั่งทานของว่างใน lounge รอขึ้นเครื่องได้เลย สำหรับ BC ของ Qatar Airways ให้เข้า Miracle Lounge ค่ะ พื้นที่ใหญ่ คนไม่แออัด อาหารเยอะใช้ได้

1

ถึงเวลาขึ้นเครื่องค่ะ เส้นทาง BKK-Doha เรานั่งเครื่อง Boeing 777-300 ที่นั่ง BC เป็นแบบ 2-2-2 นะคะ ส่วนอีกต่อจาก Doha-Zurich เป็นเครื่อง A350 ที่นั่งจะเป็น 1-2-1 ใหญ่กว่า ใหม่กว่าค่ะ นีน่าสรุปประสบการณ์การนั่ง Qatar Airways แบบ BC ครั้งแรกมาให้เป็นข้อๆตามนี้นะคะ

  • การบริการดีงาม พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อเทียบกับ emirates ที่ปกติจะหน้านิ่งๆ แต่พนักงานที่นี่พูดเร็วมาก หลายครั้งที่ต้องให้ทวนคำถาม 555
  • Business class ไม่มีรองเท้าแตะ slipper ให้นะคะ มีให้แต่ถุงเท้า ถึงแม้จะลอง request ขอพนักงานดู เค้าก็แจ้งว่าไม่มีค่ะ ตรงนี้ไม่ค่อยถูกใจเท่าไร เวลาลุกไปห้องน้ำต้องมานั่งใส่รองเท้าเราเองใหม่ (เจอไฟลท์ขากลับ Doha-BKK ไฟลท์เดียวที่มี slippers ให้ อันนี้งงเหมือนกันว่าทำไมบางไฟลท์มี บางไฟลท์ไม่มี)
  • แต่ถ้าเป็นไฟลท์กลางคืน มีชุดนอนให้เว้ย! อันนี้ยังไม่เคยเห็น BC ที่อื่นให้นะคะ มีไซส์ให้เลือกเลย ผ้านิ่ม แขนยาว ขายาว ใส่สบาย ^^
  • อาหารจะเป็นแบบสั่งเมื่อไรก็ได้ เท่าไรก็ได้ ไม่ได้เสริฟพร้อมกันค่ะ จะให้พนักงานมาปลุกเพื่อตื่นขึ้นมาทานตอนไหน ได้หมด ยกเว้นตอนเครื่องขึ้น-ลง เท่านั้น อาหารรสชาติ ok เลยค่ะ มีให้เลือกเยอะ แต่ไม่ได้ว้าว

3

  • เมนู Wine List ดีงาม คอไวน์และแอลกอฮอล์ต่างๆน่าจะถูกใจ
  • พนักงานมารัดเข็มขัดให้ตอนนอนหลับ อันนี้แบ๊งค์เล่าให้ฟัง คือระหว่างทางบิน เครื่องมี turbulence นิดหน่อย สัญญาณรัดเข็มขัดเตือน แต่แบ๊งค์หลับไปแล้วค่ะ อยู่ดีๆก็สะดุ้งตื่นเพราะแอร์มารัดเข็มขัดให้ตอนนอนเลยค่ะ (ของนีน่ารัดไว้อยู่แล้ว) อันนี้ถ้าว่าดีก็ดีเนอะ เพื่อความปลอดภัย แต่แบงค์บอกแอบตกใจเล็กน้อย ><
  • ครื่องใหม่มาากกกก ไม่ว่าจะเป็น Boeing 777 แบบที่เก่ากว่า A350 ก็ดูสะอาด จอทีวีดูดี ที่นั่งสะอาดสะอ้าน ดูใหม่ ชอบมากๆ (การบินไทยบางเครื่องเก่ามากจริงๆค่ะ ><)
  • มีชุด amenities ให้เป็นกระเป๋าของ BRICS ค่ะ ด้านในมี spray น้ำแร่ ครีมทาหน้า ลิปบาล์ม ผ้าปิดตา และถึงเท้าให้ อันนี้ไม่ต่างจากการบินอื่นเท่าไร (ขากลับนีน่าโชคดี ได้กระเป๋าสีพิเศษ เป็น Think Pink Edition สีชมพูสำหรับเดือนแห่งมะเร็งเต้านมด้วยค่ะ)

L1060276

  • ชอบความเป็นส่วนตัว พนักงานไม่เครียดเกินไป เวลาเครื่องจะลง พนักงานไม่มาเร่งให้ปรับที่นั่ง หรือเก็บโต๊ะ แต่จะบอกว่า take ur time คือเหมือนให้เกียรติเรา และเชื่อมั่นว่าเราทำตามกฎอยู่แล้วค่ะ
  • ตอนนอนจะมีหมอนกับผ้าห่ม และชุดนอนตามที่บอกให้นะคะ แต่ไม่มีการปูเบาะให้เหมือน Emirates

2

  • Entertainment มีให้พอสมควรค่ะ หนัง + ซีรีย์เยอะใช้ได้ แต่ไม่เท่า Emirates แต่ก็มีพอให้ดูจนลงเครื่อง
  • สรุปโดยรวมถือว่า ok มากๆเลยค่ะ ประทับใจที่สุดน่าจะเป็นการบริการที่ให้ความเป็นส่วนตัวเราดีมาก จะนอนคือนอนไปเลย ไม่ปลุก มารัดเข็มขัดให้ต่างหาก 555 เพื่อนๆคนไหนกำลัง consider ลองนั่ง BC ของ Qatar ลองดูซักครั้งน่าจะถูกใจนะคะ ^^

5

ไฟลท์ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 17 ชั่วโมงกว่าค่ะ มีพักตรงกลางที่กรุงโดฮา 4 ชม. ดูเหมือนเยอะ แต่เอาจริงๆ สนามบินโดฮากว้างใหญ่มากจริงๆ กว่าเครื่องจะจอด กว่าจะลงจากเครื่อง ค่อยๆเดินไป shopping ไป (ร้านค้าในสนามบินโดฮาเปิดตลอด 24 ชม.นะจ้ะ) จนถึงจุดกึ่งกลางของสนามบินเพื่อเข้า lounge ก็หมดไปชั่วโมงกว่าแล้วค่ะ นั่ง lounge ได้ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ต้องเตรียมตัวเดินไปอีกฝั่งของสนามบินเพื่อ boarding ต่อละค่ะ ดังนั้นถ้าใครมี transit ที่ Doha แนะนำให้มีเวลา transit ซัก 3 ชั่วโมงกำลังดี ถ้าน้อยกว่านี้ อาจจะเหนื่อยเกินไปเนอะ (อย่าลืมถ่ายรูปกับน้องหมียักษ์สีทอง สัญลักษณ์ของ Doha International Airport ด้วยนะคะ)

4

นั่งเครื่องต่ออีก 6 ชม.กว่าก็ถึง Zurich ละค่ะ สาวๆเตรียมมาส์กชีทไปด้วยก็ดีน้า นั่งเครื่องมา 10 กว่าชั่วโมง ผิวขาดน้ำขั้นสุดค่ะ นีน่าจะมาส์กก่อนลงเครื่อง ผิวจะ fresh ขึ้นมากมาย ^^

L1020407

ถึง Zurich Into Airport ก็ตรงไปที่เช่ารถเลยค่ะ พูดตรงนี้เลยว่า ตม. ที่ Zurich ไม่ได้โหด แต่จัดคิวไม่ค่อยดีนะคะ เข้าแถวกันค่อนข้างมั่วซั่ว เลยใช้เวลานานเหมือนกันตรงนั้น พอหลุดออกมาจาก ตม. แล้วรอกระเป๋าแป๊บเดียว เดินตามป้ายที่เขียนว่า “Car Rental” มาเรื่อยๆ ก็จะเจอห้องๆนึง ใหญ่มากๆ ข้างในจะมีเคาน์เตอร์บริษัทเช่ารถเต็มไปหมดเลยค่ะ ใครจองรถเช่าเอาไว้ จะต้องมาที่นี่ แบ๊งค์ก็จัดการติดต่อเจ้าหน้าที่ของ Sixt เพื่อติดต่อรับรถที่เราจองไว้ตามรูปเลยค่ะ

L1020412

ที่นี่เค้าเน้น self-service ค่ะ ทำเรื่องที่เคาน์เตอร์เสร็จ เค้าจะให้เอกสารคล้ายใบเสร็จ พร้อมเลขทะเบียนรถ + เลขที่จอดรถในสนามบิน แล้วให้เราไปเอารถเองแล้วออกไปได้เลย ไม่มีเจ้าหน้าที่เดินไปดูความเรียบร้อยใดๆ ข้อดีคือเอากระเป๋ามาเกินที่เค้ากำหนดไว้ในเว็บก็ไม่เป็นไร แค่เราใส่เข้ารถได้หมดก็รอดละ ข้อเสียคือ ถ้าเกิดหารถไม่เจอ ไม่รู้วิธีการปรับใช้รถที่เช่า ไม่มีใครอยู่ให้ถามรายละเอียดนะจ้ะ

6

ออกจากสนามบินก็มุ่งหน้าสู่ Luzern (Lucerne) เลยค่ะ เพราะเราจะมาพักที่ Zurich ก่อนกลับอยู่แล้ว วันแรกเลยตียาวไปเมืองข้างเคียงก่อนเลย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆก็ถึงแล้ว ส่วนเรื่องการขับรถ ที่นี่พวงมาลัยจะอยู่ซ้ายสลับกับบ้านเรานะคะ ตอนแรกเริ่มขับอาจจะงงๆเล็กน้อย เพราะต้องชิดขวา สลับกับบ้านเรา แต่ถามแบ๊งค์แล้วบอกว่าปรับตัวไม่ยาก แป๊บเดียวก็ชินแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวล เกือบลืมบอกอีกอย่างว่าการขึ้น highway ที่นี่เค้าไม่ต้องมาจ่ายเงินเหมือนบ้านเรานะคะ เค้าจะมีสติ๊กเกอร์สีเขียว (ตามรูปบน) ติดตรงกระจกรถ ทำหน้าที่คล้าย easy pass บ้านเรา คือถ้ามีสติ๊กเกอร์นี้แล้ว ขึ้น highway ทุกอย่างในสวิสได้ฟรี เพราะเหมือนกับว่าเราเสียเงินซื้อสติกเกอร์นี้เหมารวมไปไว้เรียบร้อย โชคดีที่บริการที่ Sixt เค้ามีสติ๊กเกอร์นี้ติดมาให้ที่รถอยู่แล้ว เราเลยขับกันชิล ผ่านตลอดๆ ไม่ต้องมานั่งเตรียมเงินเวลาขึ้น highway เลยค่ะ

L1020421

ขับใกล้ถึงที่พักในเมือง Luzern ก็ประมาณ 6 โมงกว่าเวลาที่สวิส เลยคิดกันว่าแวะหาอะไรทานกันเลยดีกว่า พอเข้าที่พักแล้วจะได้ unpack แล้วพักผ่อนยาวๆ ไม่ต้องออกมาอีก เราเลยแวะร้านมั่วๆตามคำแนะนำของคนแถวนั้น ซึ่งอยู่ใกล้ที่พักเรามาก ร้านนี้ชื่อว่า SwissChalet Merlischachen, SchlossHotel, JagdSchloss เป็น Restuarant Hotel ร้านบรรยากาศดี สวย น่ารักมากๆๆๆ สั่งเมนูทานกันแบบที่คิดว่าง่ายที่สุด จะได้รีบทานรีบเข้าที่พัก

L1020428

มีสลัด 1 จาน

L1020445

แฮมเบอร์เกอร์เนื้อ เสริฟพร้อม fresh fries

L1020448

เสต็กเนื้อลูกวัว (Veal) ปรุงสไตล์สวิส พร้อม fresh fries อีกเพียบ

L1020450

รสชาติทุกอย่าง ok นะคะ ไม่ได้อร่อยมากกก แต่ก็ไม่แย่ มื้อนี้กะว่ากินง่ายๆเร็วๆ รีบกลับ สรุปเช็คบิลออกมา หมดไป 100 CHF ถ้วนจ้าาา (รวมทิปแล้ว) ช็อคเบาๆ เพราะเทียบเป็นเงินไทยคือประมาณ 3,500 บาท ถือว่าเป็นประสบการณ์ วันแรก มื้อแรก ฉลองการมาถึงซะหน่อยละกัน 5555 วันต่อไปจะไม่เดินดุ่มๆเข้าร้านแล้ว จะเลือกร้านดีๆ ถ้าจะทานแพง ต้องแน่ใจว่าอาหารดีและอร่อยโฮก ^^

 Nina’s Outfit Today (ชุดที่ใส่วันนี้)

  • Polka-dots Top & Bottom: Shaka [IG: shaka_styles]
  • Cardigan: Jaspal
  • Boater Hat

Day 2 [LUZERN]

วันแรกในการนอนที่สวิส ตื่นกันเช้ามากๆค่ะ เพราะยังไม่ชินเวลา ที่สวิส 6 โมงเช้าก็เท่ากับเมืองไทย 10 โมงเช้าเข้าไปละ นอนต่อก็นอนไม่หลับ เลยตื่นมาสูดอากาศบริสุทธิ์กัน 2 คน ยังไม่ได้บอกเลยว่าที่พักที่แรกของเราเป็นบ้านพักหลังเล็กๆที่อบอุ่นมากเลยค่ะ จองจาก Airbnb อยู่ในฟาร์มนอกเมืองที่เป็นส่วนตัวสุดๆๆ

7

 

เปิดประตูบ้านมาเจอวิวทะเลสาปและภูเขาแบบนี้เลย สูดอากาศได้เต็มปอด สดชื่นนนน ^^

 

8

มุมจากโต๊ะทานข้าวในบ้านค่ะ

9

ตัวบ้านเหมือนกระท่อมไม้ เล็กๆน่ารัก เหมาะกับอยู่กัน 2 คน โรแมนติค <3

10

ห้องนอนจะอยู่ชั้นลอยค่ะ ใครตัวสูงอาจหัวชนหน่อยนึง

11

ในบ้านชั้นล่าง มีเตาผิงด้วยค่ะ

13

มีอ่างแช่น้ำมองเห็นวิวข้างนอกสวยงาม

14

 

1 ห้องน้ำเล็กๆ มีผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหัวอย่างละ 2 ผืน เจ้าของบ้านจัดสบู่เหลว แชมพูให้พร้อมสรรพค่ะ

15

 อันนี้ขโมยรูปจากในเพจเจ้าของบ้านมาค่ะ จะบอกว่าถ้ามาพักในช่วงหน้าหนาวตอนหิมะตก วิวก็จะฟินไปอีกก >< ทุกอย่างจะปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่ถ้าใครไม่ชอบหนาวมาก มาช่วงตุลาแบบนีน่าก็ดีค่ะ อากาศดีงาม (10 กว่าองศา) ได้วิวทะเลสาบฟ้าๆ ฟาร์มเขียวๆ มีน้องวัว น้องกระต่าย น้องแกะเต็มทุ่งไปหมด

L1020410

ส่วนราคาที่พักที่นี่ เรานอนกัน 2 คืนค่ะ จ่ายไป $386 (ประมาณ 13,000 บาท) ตกคืนละ 6,000 กว่าบาทค่ะ ลองเข้าไปใน Airbnb แล้ว search คำว่า “Bee House in a dreamlike location” อยู่ในเมือง Merlischachen ใกล้ๆกับ Luzern ค่ะ

เริ่มการเดินทางวันแรกเข้าเมือง Luzern กันเลยค่ะ ฝนตกปรอยๆตอนเช้า ช่วงประมาณ 10 โมงกว่าก็หยุดตก เราเลยใช้รถเปิดประทุนให้คุ้มซะหน่อย พูดเลยว่าฟินมากกกก ^^ จากบ้านพักเราขับเข้าตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงละค่ะ แนะนำให้จอดรถในโรงแรม Schweizerhof เลยค่ะ โรงแรมอยู่ใจกลางเมือง จอดที่นี่แล้วเดินเที่ยวต่อไปไหนมาไหนใน Luzern สะดวกมาก ^^

Screen Shot 2560-11-13 at 6.00.55 PMมีที่จอดรถใต้ดินให้อย่างดีเลยค่ะ เสียค่าจอดรถแบบเหมารายวันได้เลย ราคาแพงหน่อย เหมา 24 ชม. 30 CHF (พันนิดๆบาท) แต่ถ้าเทียบกับจอดที่อื่น หรือข้างถนน นอกจากเราต้องมาเลื่อนรถ หาที่จอดใหม่ทุกๆ 1-2 ชม.แล้ว ราคาก็อาจจะถูกกว่าเล็กน้อย หรือเผลอๆเท่ากันเลยค่ะ

2ทางเข้าที่จอดจะเป็นแบบรูปด้านบนเลยค่ะ จอดเสร็จก็เดินเที่ยวได้ตามสบาย ^^ นีน่ารวบรวมพิกัดจุดท่องเที่ยว (ถ่ายรูปสวย) ในเมือง Luzern มาให้ตามนี้ค่ะ

1. สะพาน Kapellbrücke

16

 Kapellbrücke หรือ Chapel Bridge สะพานไม้ชื่อดังสัญลักษณ์ของลูเซิร์นที่ถ้ามาถึงที่นี่ต้องถ่ายรูปให้ได้ เป็นสะพานเก่าแก่มีอายุถึง 670 ปีเลยนะคะ

17

มองจากสะพาน จะเห็นเมืองเก่าเป็นตึกเรียงรายสวยงามโอบล้อมทะเลสาบแบบนี้ค่ะ

18

เดินเล่นรอบๆแถวๆสะพาน บรรยากาศสวยดีค่ะ มีร้าน Starbucks ข้างๆให้ซื้อช็อคโกแลตร้อนดื่มหายหนาวด้วย

2. โบสถ์ Hofkirche St. Leodegar

20

โบสถ์ที่สำคัญที่สุดในเมืองลูเซิร์น สวยเด่นเป็นสง่าเลยค่ะ วันที่เราไปเป็นวันอาทิตย์ เดินไปถึงหน้าโบสถ์ประมาณเที่ยงตรง ประตูโบสถ์เปิดพอดี คนเดินออกมาเต็มเลย เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าชาวคริสต์เข้าโบสถ์กันทุกเช้าวันอาทิตย์ เค้าเพิ่งทำพิธีกันเสร็จ เราเลยได้เข้าไปดูโบสถ์ด้านไหน

21ด้านในสวยงามตามในภาพเลยค่ะ นอกจากจะได้เห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว เรายังเห็นกิจกรรมของชาวท้องถิ่นที่เค้าทำกันปกติในวันอาทิตย์ หลังจากทำพิธีเสร็จก็ยืนคุยกันนอกโบสถ์ มีคนนำน้ำหวานมาแจก ครอบครัวสนทนากัน แม่บ้านยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆ น่ารักมากๆค่ะ

3. อนุสาวรีย์สิงโต Löwendenkmal 

22

จินตนาการไว้ว่าจะเป็นรูปปั้นเล็กๆประมาณเด็กยืนชิ้งฉ่องที่เบลเยี่ยม แต่ไม่ค่ะ อันนี้ใหญ่กว่านั้น 5555 เป็นรูปปั้นสิงโตตัวใหญ่แกะสลักจากหิน เหนือสระน้ำสีเขียว อยู่ในสวนเล็กๆ

23

ตามป้ายคำอธิบาย เค้าสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงทหารหาญชาวสวิสผู้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่จนวินาทีสุดท้ายในปี 1792 ค่ะ ปีนี้ครบรอบ 85 ปีพอดีเป๊ะ

4. เดินเล่นเลาะทะเลสาบ Lucerne Lake 

27

เนื่องจาก Lucerne Lake เป็นทะเลสาบที่กว้างใหญ่มาก กินพื้นที่หลายหุบเขาและหลายเมืองในประเทศสวิส เราจึงสามารถล่องเรือจากที่นี่ไปถึงจุดหมายสวยๆได้เลยค่ะ โดยเฉพาะยิ่งวันที่ท้องฟ้าเปิด แนะนำให้ล่องเรือเลยค่ะ เพราะวิวจะสวยจนหยุดหายใจจริงๆ คนสวิสเองก็ชอบมาเล่นเรือใบในวันที่อากาศดีๆเหมือนกัน ถ้าใครมีเวลาไม่เยอะ เลือกเดินเล่นเลาะทะเลสาบไปเรื่อยๆ ดูวิวจากบนบกก็ฟินแล้ว

L1020649

แต่ถ้าใครมีเวลามากหน่อย ให้เลือกล่องเรือไปที่จุดหมายสวยๆ เช่นบนเขาต่างๆ ขึ้นไปชมวิวด้านบนแล้วค่อยกลับค่ะ (ย้ำว่าให้เลือกวันท้องฟ้าเปิดนะจ้ะ ไม่งั้นเสียดายตังค์ ><)

5. ล่องเรือทะเลสาบ Lucerne Lake ขึ้น Bürgenstock

26

นีน่ามีเพื่อนที่แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่พอดี เลยถือโอกาสเจอเพื่อนแล้วไปล่องเรือด้วยกันค่ะ จริงๆแล้วเพื่อนแนะนำว่าถ้าท้องฟ้าเปิด อากาศดีมากๆ อยากพาไปเขา Pilatus เพราะสวยมากๆ แต่เนื่องจากวันที่นีน่าไป ท้องฟ้ายังเปิดไม่สุด (ใน weather forecast เป็นรูปพระอาทิตย์มีเมฆบัง) เลยเปลี่ยนแผนขึ้นไป Bürgenstock แทนค่ะ เพื่อนบอกว่าอาจไม่สวยไม่สูงเท่า Pilatus แต่รับรองว่าฟินเหมือนกัน ภาพด้านบนจะเห็นว่าทางเดินเรือมีให้เลือกหลาย route มากเลยค่ะ แล้วแต่เราชอบเลย ราคา และช่วงเวลาจะต่างกันออกไป

31

จัดการซื้อตั๋วขึ้นเรือค่ะ จะมีซุ้มให้ซื้ออยู่ตามท่าน้ำที่ Lucerne เลย มองหาไม่ยากค่ะ ราคาแอบโหดอยู่เหมือนกันนะ ล่องเรือไป-กลับ รวมนั่งรถรางขึ้นไปถึงโรงแรมบนยอดของ Bürgenstock ราคาคนละ 84 CHF (ตั๋ว 2nd class) เท่ากับประมาณคนละ 3,000 บาท (ถึงบอกว่าถ้าท้องฟ้าไม่เปิด ไม่เห็นวิว เสียดายแย่)

28

ขึ้นไปถึงเรือแล้ว ถ้าอากาศไม่หนาวจนเกินไปแนะนำให้หาที่นั่งด้านนอกค่ะ เห็นวิวเต็มๆ ถ่ายรูปสวยมาก ยิ่งตอนขากลับพระอาทิตย์ตกนี่คือที่สุดค่ะ ^^

30

ใช้เวลาล่องเรือประมาณครึ่งชม.ก็ถึงแล้วค่ะ จะเห็นชื่อท่าเรือว่า “Kehrsiten-Bürgenstock”

29

แล้วก็ขึ้น Tram (รถราง) ต่อไปที่โรงแรมบนยอดเขาได้เลย ซึ่งราคาขึ้นรถรางรวมกับค่าตั๋วไป-กลับอยู่แล้วนะคะ นั่งรถรางประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงด้านบนค่ะ

32

ขึ้นไปสุดแล้วก็จะเห็นวิวสวยๆแบบนี้ เป็นวิวของโรงแรมที่ชื่อว่า Alpine SPA Bürgenstock Resort เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานโดยการร่วมทุนของนักธุรกิจชาวการ์ตาค่ะ เค้าบอกว่าใช้งบประมาณทั้งหมด 5 พันล้าน CHF ในการสร้าง >< ดังนั้นโรงแรมบนนี้จึงราคาสูงมากๆจริงๆ นีน่าเคยเข้าไปเช็คราคาเล่นๆ ห้องแบบถูกที่สุดอยู่ที่ราคาประมาณ 30,000 บาทไทยค่ะ แต่ถ้าใครมีงบ ลองขึ้นมาพักบนนี้ เห็นวิวแบบนี้ได้ตลอดเวลาเลย

33

เราขึ้นมาแล้วก็ต้องถ่ายรูปให้คุ้มค่ะ ^^ เค้าจะมีจุดไว้ให้นักท่องเที่ยว (ที่ไม่ใช่ลูกค้าโรงแรม) ได้ถ่ายรูปด้วยค่ะ

34

ส่วนที่เห็นยื่นออกมาคือร้านอาหารของทางโรงแรมค่ะ ยื่นออกมาขนาดนั้น วิวจะสวยขนาดไหน (แต่คนกลัวความสูงอาจไม่ไหวเหมือนกันเนอะ) ร้านอาหารนี้รองรับแขกทุกคนนะคะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องพักที่โรงแรมถึงจะทานได้

IMG_3250

พวกเราเลือกที่จะนั่ง outdoor จิบน้ำ ทานอาหารเบาๆดูวิวบน Bürgenstock จนถึงช่วงเย็นๆ กะว่าจะนั่งเรือกลับตอน sunset พอดีค่ะ ^^

IMG_3237 2

เครื่องดื่ม cocktail ที่นีน่าเพิ่งได้ลองครั้งแรกที่สวิสแล้วรักเลยคือแก้วนี้ค่ะ cocktail ที่ชื่อว่า “Hugo” เพื่อนนีน่าแนะนำให้ลองดื่ม ลองปั๊บติดใจเลยยย >< รสชาติสดชื่น มินท์ๆ เปรี้ยวอมหวาน ใครมาที่สวิส ลองสั่งดูนะคะ เค้ามีเมนู Hugo แทบทุกร้านเลยค่ะ เป็นที่นิยมของชาวสวิสอยู่แล้ว ^^

IMG_3263

สมใจอยากค่ะ นั่งเรือรอบที่พระอาทิตย์กำลังตกกลับ Lucerne ได้รูปมาแบบนี้ แค่นี้ก็คุ้มมากๆแล้ว >< หมดวันที่ 3 เรียบร้อย

 Nina’s Outfit Today (ชุดที่ใส่วันนี้)

  • Top & Pants: Jaspal
  • Jacket: Jaspal
  • Sunglasses: Rayban
  • Backpack: MCM (S)

Day 3 [LUZERN – INNSBRUCK]

วันที่ 4 ของการเดินทาง เราขับรถเข้าออสเตรียเลยค่ะ ตั้งใจว่าจะเที่ยวออสเตรียก่อน แล้วมาเก็บสวิสทั้งหมดก่อนกลับ แต่ยังไงหลังจากลงเครื่องควรพักที่สวิสก่อน จะได้ไม่เหนื่อยไปเนอะ ^^ ดังนั้นจุดหมายวันนี้ของเราคือเดินทางไปเมือง Innsbruck, Austria ค่ะ

Screen Shot 2560-11-13 at 6.11.55 PMเปิด google map เราต้องใช้เวลาประมาณเกือบ 4 ชม.ในการเดินทางค่ะ โดยเส้นทางที่เราใช้ จะต้องผ่านประเทศ Liechtenstein ด้วยนะ ก่อนออกจากบ้าน บ๊ายบายน้องวัวแปร๊บ ><

5ก่อนจะถึง Liechtenstein เราจะผ่าน Walensee ก่อนด้วยค่ะ หาข้อมูลมาว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามเหมือนกัน เลยตั้งใจจะแวะถ่ายรูปที่นี่ก่อนเลย

 Walensee Lake

IMG_3293 2Walensee เป็นทะเลสาปที่กินระยะทางค่อนข้างยาวเหมือนกันค่ะ ระหว่างขับรถเราจะเห็นทะเลสาบนี้ขนาบข้างตลอดเวลา เราหาจุดจอดรถสวยๆแล้วลงไปถ่ายรูปเล่นกันเลยค่ะ ทะเลสาบเป็นสีเขียวเข้ม ตัดกับหญ้าสีเขียวอ่อนและวิวภูเขาด้านหลังเป็น background สวยมากกก ^^

4ถ่ายรูป เล่นโดรนจนหนำใจ ก็ขับรถกันต่อเลยค่ะ ตียาวไป Innsbruck กันเลย

IMG_3294 2แวะซื้อขนมทานระหว่างทางกันด้วย ค้นพบสิ่งใหม่ที่ไม่มีในไทยแล้วอร่อยมาาาาากกกก Ovomaltine Crunchy Biscuit เป็นคุ้กกี้กรอบรสโอวัลติน สอดไส้ครีมโอวัลตินอีกที ใครไปสวิส หรือไปที่ไหนแล้วเจอห่อแบบนี้ ซื้อมาลองกันเลยนะคะ

10

 

ถึงออสเตรียปั๊บ เราต้องแวะหาซื้อ Austria Motorway Vignette (Toll Sticker) ซึ่งก็คือสติ๊กเกอร์ผ่านทาง Highway ในออสเตรียค่ะ (ส่วนของสวิสตามที่บอกไว้แต่ต้นว่าทางบริษัทเช่ารถของเราแถมมาให้อยู่แล้ว) สติ๊กเกอร์นี้หาซื้อง่ายตามทุกปั๊มน้ำมันในประเทศนี้เลยค่ะ เราซื้อแบบใช้ได้ 10 วัน (น้อยที่สุด) ในราคา 8.9 Euro ค่ะ ตัวสติ๊กเกอร์เป็นสีเขียวคล้ายๆรูปด้านบนเลย

และแล้วเราก็ถึงเมือง Innsbruck, Austria กับที่พักที่จองไว้ใน Airbnb ค่ะ ที่แรกว่าประทับใจแล้ว ที่นี่ประทับใจกว่าอีก เพราะวิวที่สามารถมองเห็นได้ 180 องศา เห็นทั้งทะเลสาบและภูเขาที่อยู่ตรงหน้า สวยมากมาย ส่วนด้านล่างคือภาพบรรยากาศภายในห้องอพาร์ทเมนท์ของเราค่ะ

IMG_3446มุมห้องรับแขก กว้างขวาง ใหญ่โตสำหรับอยู่ 2 คน

IMG_3441มีมุมครัวให้ทำอาหารเองได้ด้วย ถ้วยจานชามพร้อม มีเครื่องล้างจาก เตาอบให้ด้วย

IMG_3442 ห้องนอนสามารถมองทะลุได้จากห้องรับแขกเลยค่ะ

L1030080แล้วก็สามารถมองทะลุไปถึงวิวด้านนอกแบบนี้ได้เลย ฟินมั๊ยล่าาา?? ลืมถ่ายรูปห้องน้ำให้ดูค่ะ จริงๆแล้วเค้ามีห้องน้ำให้ 2 ห้องด้วยนะ (สามารถดูภาพห้องเพิ่มเติมใน vdo clip ใต้บทความนี้ได้เลย) สำหรับใครที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองห้องนี้ ใน Airbnb ใช้ชื่อว่า Vacation home with Panorama Terrace อยู่ในเมือง Seelfeld, Austria ติดกับ Innsbruck เลยค่ะ เราจองมาในราคา $443 สำหรับ 2 คืน (รวม service fee และทุกอย่างแล้ว) คิดเป็นเงินไทยตกคืนละประมาณ 7,700 กว่าบาทค่ะ

Innsbruck, Austria

เข้าห้องปั๊บ เราก็รีบขับรถออกมากัน เพื่อไปเที่ยวเมือง Innsbruck เลยค่ะ ซึ่งตอนเราขับรถออกมาฝนเริ่มลงเม็ดปรอยๆ ทำให้อากาศสลัวๆไปหน่อย ท้องฟ้าไม่ค่อยฟ้า ถ่ายรูปไม่ค่อยสวย T T

1. Innsbruck Square

3เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด เราเลยเลือกเดินจุด landmark สำคัญๆให้ได้เยอะที่สุดก่อนฟ้ามืดค่ะ จุดแรกคือจัตุรัสกลางเมือง ตรงนี้เป็นมุมถ่ายรูปที่สวยมาก เห็นตึกสีสันน่ารักๆสองข้างทาง พร้อมกับร้านแบรนด์เนมให้ได้เดินเล่นสนุกสนาน

2. Annasäule (Anna’s Column)

6อนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่ในจัตุรัสกลางเมือง สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงทหารที่ได้ขับไล่กองทัพชาว Bavarian ได้สำเร็จ (เสียดายฟ้าปิด ไม่งั้นท้องฟ้าจะสวยมากๆในรูปนี้ค่ะ)

3. Innsbruck Old Town

7ข้ามฟากจาก Innsbruck Square มาเขตเมืองเก่า แค่ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามก็ถึงแล้วค่ะ นีน่าชอบเมืองเก่าเป็นพิเศษ เพราะเหมือนหลงเดินเข้าไปในเมืองของ Harry Potter ยังไงยังงั้น

IMG_3330 3มีร้านขายของจุ๊กจิ๊กแบบเก๋ๆเต็มไปหมด อยากบอกว่าเมืองเก่านี้ ถ่ายรูปยังไงก็สวยค่ะ ฟ้าจะสลัว พื้นจะเปียก ยังไงก็เก๋ ^^

4. Goldenes Dachl (Golden Roof)

จุดสำคัญใน old town ที่ควรจะถ่ายรูปเก็บไว้ว่าชั้นมาถึง Innsbruck แล้วน้า!!

8ระเบียงหลังคาทองที่ยื่นออกมาจากตึกที่เราเห็นนี่ แต่ก่อนเคยเป็นวังมาก่อนนะคะ สมัยก่อนพระเจ้า Maximilian ชอบใช้ระเบียงนี้เพื่อพบปะผู้คนค่ะ

5. Inn River

IMG_3327สุดท้ายก่อนกลับ ถ้าอากาศไม่หนาวจนเกินไป แนะนำให้มาเดินเล่นเลียบแม่น้ำ Inn (Inn River) กันค่ะ เพราะบ้านเรือนในเมืองจะค่อยๆทยอยเปิดไฟพอฟ้ามืด จะทำให้บรรยากาศริมน้ำโรแมนติคมากมาย ^^

6. Dinner at Flojos

ร้านอาหารเย็นที่อยากจะแนะนำหากต้องแวะที่ Innsbruck คือร้านนี้เลยค่ะ “Flojos”

Screen Shot 2560-11-13 at 7.40.30 PMเราเดินเข้ามาในร้านแบบงงๆ เพราะเห็นคนในร้านค่อนข้างเยอะ และหน้าร้านมีป้ายแปะดูดี ที่สำคัญเป็นอาหาร mexican ที่เราน่าจะทานกันได้ง่ายๆ

9เมนู Nachos อร่อยมากกกก อันนี้ต้องสั่งๆๆ

L1030204แล้วนีน่าก็สั่งสเต็กเนื้อมาอีกจากค่ะ เนื้ออร่อยใช้ได้ แต่ที่อร่อยกว่าคือข้าวโพดที่เสริฟมาเป็นเครื่องเคียง ข้าวโพดหวานมากกก หอมมากกก ^^  มื้อนี้หมดไปประมาณ 50 Euro หรือประมาณ 2,000 บาทค่ะ ถือว่าโอเค พอรับได้เนอะ กินเสร็จขับรถกลับที่พัก หลับพักผ่อนเตรียมพร้อมวันรุ่งขึ้นไปเยอรมันกันค่ะ

 Nina’s Outfit Today (ชุดที่ใส่วันนี้)

  • Top & Skirt: Shaka [IG: shaka_styles]
  • Cardigan: Jaspal
  • Boater Hat: Shigematsu
  • Scarf: Zara

Day 4 [FUSSEN]

วันนี้เราเตรียมพร้อมออกเดินทางไป Neuschwanstein Castle ปราสาทที่อยู่ในเมือง Fussen, Germany กันค่ะ

Screen Shot 2560-11-13 at 8.24.03 PMมีหลายเส้นทางที่สามารถไปจาก Innsbruck ได้ แต่เราเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดคือ 1 ชั่วโมงกว่า จะได้มีเวลาถ่ายรูปเยอะๆที่นั่นค่ะ

IMG_3340 2ระหว่างทางโชคดีเจอวิวสวยริมทาง เลยรีบจอดรถลงไปถ่ายรูป ได้ภาพออกมาตามรูปด้านบนเลยค่ะ (นี่แหละน้าา ข้อดีของการขับรถเที่ยว อยากหยุดเมื่อไรก็หยุดได้เลย ^^)

Neuschwanstein & Hohenschwangau Castle

และแล้วเราก็ถึงเมือง Fussen, Germany และเข้ามาในบริเวณปราสาทค่ะ ที่นี่จะมีที่จอดรถกลางแจ้งให้เลย จอดแบบเหมาจ่ายวันละ 6 Euro เค้ามีที่จุดจอดรถ P1-P4 นะคะ แนะนำให้จอด P4 จะใกล้และสะดวกสำหรับทุกสิ่งมากสุดค่ะ จอดรถปั๊บรีบเดินมาซื้อตั๋วที่ Ticket Centre ได้เลย

Screen Shot 2560-11-14 at 12.00.53 AMสภาพการต่อคิวจะเป็นแบบที่เห็นในภาพเลยค่ะ ทำการบ้านมาแล้วว่าแถวยาวแบบนี้ทุกวัน เพราะฉะนั้นยิ่งมาถึงเร็วยิ่งดี หรือถ้าใครจะซื้อตั๋ว online ก่อนไปก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ไม่เสียเวลาต่อแถวค่ะ

14ตั๋วจะมีหลายแบบให้ซื้อเลยค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเข้าไปชมด้านในปราสาทไหนบ้าง (เสียเงินเพื่อเข้าชมด้านในปราสาทนะคะ ใครอยากเดินเล่นถ่ายรูปรอบนอกปราสาทก็ไม่ต้องซื้อตั๋วจ่ายเงินใดๆค่ะ) จะชมทั้ง 2 ปราสาทเลยมั๊ย หรือจะบวกเพิ่มพิพิธภัณฑ์เข้าไปด้วย นีน่ากับแบ๊งค์เลือกเข้าชมแค่ Neuschwanstein Castle เพราะมีชื่อเสียงมากกว่าและดูจากด้านนอกแล้วใหญ่อลังค์กว่าแยะ และกะว่าจะเดินเล่นรอบนอก Hohenschwangau Castle เฉยๆค่ะ ดังนั้นเลยเสียค่าตั๋วไปคนละ 12 Euro ถ้วน ลืมบอกไปว่าตอนซื้อตั๋ว เราต้องเลือกด้วยเลยค่ะ ว่าเราจะเข้าไปรอบเวลากี่โมง และฟังไกด์เป็นภาษาอะไร ดังนั้นจึงต้องคำนวณเวลาดีๆ ว่าเราจะทำอะไรก่อน-หลังบ้าง

Screen Shot 2560-11-14 at 12.01.51 AM

ซื้อตั๋วเข้าปราสาทเสร็จแล้ว ก็ต้องไปซื้อตั๋วรถบัสเพื่อขึ้นเขาไปบนปราสาท Neuschwanstein ค่ะ (รถธรรมดาห้ามขึ้น) แต่ถ้าใครเดินไหวก็สามารถค่อยๆ trecking ขึ้นไปก็ได้นะ จำได้ว่าตรงป้ายเค้าเขียนว่าเดินไปใช้เวลาประมาณ 45 นาทีชิลๆค่ะ 555 ไปเข้าคิวซื้อตั๋วรถบัสกันอย่างไม่ต้องตัดสินใจนาน ตั๋วไป-กลับคนละ 2.60 Euro นะจ้ะ

IMG_3411 3ขึ้นไปถึงเราก็เจอใบไม้แดงแบบนี้เลยค่ะ สวยมากกก รีบหามุมสวยๆแล้วถ่ายรูปกับใบไม้แดงซะหน่อย

Screen Shot 2560-11-14 at 12.03.12 AMถ่ายรูปเสร็จก็รีบเดินตรงไปที่มุมถ่ายรูปปราสาท Neuschwanstein ที่สวยที่สุด นั่นก็คือบนสะพาน Mary’s Bridge นั่นเองค่ะ เดินไปถึงตกใจมากก คนเยอะสุดตามที่เห็นในภาพด้านบนเลย เทคนิคคือให้เดินไปจนเกือบสุดสะพานอีกฝั่งเลยค่ะ เพราะส่วนใหญ่คนจะยืนออกันอยู่ตรงหัวสะพาน เราใช้ความไม่กลับความสูง เดินเลาะไปจนเกือบสุด มุมคนน้อยที่สุด แล้วถ่ายรูปปราสาท Disney Land ของเราออกมาจนได้รูปสวยตามที่หวังไว้ ^^

IMG_3415 3ส่วนใหญ่พวกเราจะคุ้นกับ Neuschwanstein Castle ก็เพราะว่าเป็นต้นแบบของปราสาทในโลโก้ Disney Land แต่ที่จริงแล้ว ปราสาทแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาจากพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย ที่มีพระประสงค์ให้จัดสร้างเพื่อเป็นที่ประทับอย่างสันโดษ ห่างจากผู้คน ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 17 ปีเลยนะคะ

13ได้รูปสวยสมใจจากมุมไกลๆ มองเวลาก็ใกล้ถึงรอบเวลาที่เราจะต้องเข้าชมปราสาทกันแล้ว เลยมายืนรอตรงทางเข้าค่ะ

IMG_3383 2ตั้งกล้องถ่ายรูปเล่นกัยเล็กน้อย ^^ จากนั้นก็เข้าไปชมด้านในปราสาทค่ะ ซึ่งเค้าไม่ให้เราถ่ายภาพใดๆด้านในเลย แต่ต้องบอกตามจริงว่าด้านในไม่ได้ว้าวเท่าไรนะคะ ใครเคยไปชมพระราชวังหรือปราสาทในรัสเซีย เยอรมัน หรือฝรั่งเศสมาแล้ว จะคิดว่าที่นี่ค่อนข้างเฉยๆเลยแหละ แต่ถ้ามีเวลา ไหนๆมาแล้ว ซักครั้งในชีวิตก็ลองเข้าไปดูก็โอเคน้าาา

12ออกมาจากปราสาท เดินเล่นดูวิวจากด้านบน เราจะเห็นอีกปราสาทนึงอยู่ไกลลิบๆค่ะ ปราสาทสีเหลืองไข่ไก่ Hohenschwangau Castle อยู่ตรงกลางภาพด้านบนเลย เดี๋ยวเราจะแวะไปที่นั่นกันด้วย

11เริ่มเดินเหนื่อยด้านบน ก็ตัดสินใจนั่งรสบัสกลับมาที่ด้านล่างเพื่อมาเที่ยว Hohenschwangau Castle กันต่อเลยค่ะ ซึ่งปราสาทนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆที่จอดรถเราเลย เดินบันไดขึ้นไป เหนื่อยพอประมาณก็ถึงทางเข้าแล้วค่ะ

L1030550นีน่าชอบปราสาทนี้เป็นพิเศษนะ ขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าเงียบสงบ (อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับอีกปราสาทนึงมากกว่า แล้วเลือกที่จะไม่มาปราสาทนี้) เลยถือโอกาสนั่งนิ่งๆรับอากาศบริสุทธิ์แล้วค่อยๆมองปราสาทสวยๆไปเรื่อยๆจนหายอยาก

15ถ่ายรูปรอบๆกันจนพอใจ

L1030566บอกลาสถานที่นี้ในใจอีกครั้ง แล้วก็กลับไปที่รถเพื่อขับกลับ Innsbruck ค่ะ

Screen Shot 2560-11-13 at 8.24.19 PMเราเลือกทางกลับอีกทาง ถึงจะใช้เวลานานกว่าหน่อย แต่อยากเห็นวิวที่แตกต่างค่ะ

 

16ระหว่างทางขากลับท้องฟ้าสวยมาก เปิดประทุนรับลมกันเลยค่ะ ณ จุดนี้

IMG_3420 2ก่อนถึงที่พัก เราฝากท้องไว้กับ Burger King ที่นีน่าว่าเป็น Burger King ที่วิวสวยที่สุดก็ว่าได้ค่ะ ^^ กินเสร็จ กลับห้อง นอนหลับพักผ่อน วันนี้ถือว่าเหนื่อยใช้ได้

 Nina’s Outfit Today (ชุดที่ใส่วันนี้)

  • Top & Pants: Shaka [IG: shaka_styles]
  • Hat: Jaspal
  • Bag: Longchamp
  • Scarf: Zara

Day 5 [Salzburg – Hallstatt]

เช้าวันที่ 5 ของการเดินทาง เราตื่นมารับอากาศกับวิว 180 องศาจากอพาร์ทเมนท์แบบนี้ด้วยความสดชื่นมากมายเลยค่ะ พร้อมแล้วกับการเดินทางไปเมือง Salzburg ในวันนี้

L1030652วันนี้ขับรถทางไกลประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ เตรียมเสบียงทุกอย่างให้เต็มคันรถ หิวเมื่อไรก็จกกันกินระหว่างทางได้เลย เราจะได้ไปถึงโรงแรม แล้วไปเที่ยว Hallstatt ให้เร็วที่สุด!

Screen Shot 2560-11-14 at 1.13.11 AMเราไปถึงเมือง Salzburg ค่อนข้างเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย เลยตัดสินใจเข้า check-in ในโรงแรมก่อนค่ะ จะได้เอากระเป๋าสัมภาระต่างๆออกก่อน แล้วค่อยขับรถแบบตัวปลิวๆเข้า Hallstatt

Screen Shot 2560-11-14 at 1.17.05 AMที่ Salzburg เราเลือกพักที่โรงแรม Crown Plaza Salzburg – The Pitter (ลืมถ่ายรูปโรงแรม ขอยืมรูปมาจาก internet หน่อยนะคะ ^^)ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง แต่ก็เดินไปได้นะคะ ไม่ไกลมาก ประมาณ 15-20 นาที

Screen Shot 2560-11-14 at 1.19.01 AMนีน่าเลือกจองห้องแบบ Junior Suite with Courtyard View จะได้บริเวณกว้างขึ้นมาหน่อย ราคาค่าห้อง 2 คืนอยู่ที่ 387 Euro (ตกคืนละประมาณ 7,700 กว่าบาทนะคะ) โดยรวมแล้วนีน่าว่าห้องใช้ได้ สะอาด กว้าง สวยงาม ตัวโรงแรมอยู่ไม่ไกลเมือง เดินไปได้ถือว่าโอเคค่ะ แต่อย่างนึงที่แอบโหดไปหน่อยคือค่าที่จอดรถ จำไม่ได้ว่าเท่าไร แต่จำได้ว่าเค้าคิดเป็นรายวัน นี่พักที่นี่ 2 คืน จอดรถ 2 วันก็แอบแพงอยู่เหมือนกันค่ะ

Screen Shot 2560-11-14 at 1.29.50 AMcheck-in เสร็จ เอากระเป๋าเข้าไปเก็บในโรงแรม unpack ทุกอย่างให้เรียบร้อย จากนั้นก็พร้อมมุ่งหน้าไปสู่ Hallstatt หมู่บ้านในผันของหลายๆคนทันทีค่ะ โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.กว่าๆในการขับรถไปนะจ้ะ

Hallstatt

L1030701ถึง Hallstatt ก็ช่วงบ่ายแก่ๆละค่ะ เราต้องทำเวลาถ่ายรูปให้เร็วที่สุด ก่อนอื่นไปจอดรถที่ลานก่อนนะคะ จากนั้นค่อยออกมาเดิน

L1030704และแล้วก็ถึงมุมมหาชน ที่ใครมาถึง Hallstatt ก็ต้องมาถ่ายรูปกันมุมนี้ (ซึ่งเดินไกลจากจุดจอดรถค่อนข้างมากกก เริ่มขาลากละ ><)

22ได้รูปนี้มาคือตายตาหลับละ ^^ สวยมากจริงๆค่ะ แต่คนเยอะมากๆๆๆนะ เวลาถ่ายรูปต้องเล็งหลบคนให้หมดให้ได้เลยค่ะ

IMG_3467 2และในเมื่อเดินมาไกล เราก็ต้องจัดการถ่ายรูปเยอะๆค่ะ สลับกันถ่ายไปมาจริงๆ ^^

24และถ้าสลับด้านมองกลับไป ก็จะได้มุมถ่ายรูปแบบนี้ค่ะ

IMG_3532 3Evangelical church หรือโบสถ์ใน Hallstatt แค่บ้านเรือนเค้าก็สวยละเนอะ!

IMG_3529 2มีเวลาก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆค่ะ เก็บกันทุกมุม ^^

IMG_3531 2แม้กระทั่งน้องเป็ดน้อยก็ยังน่ารัก นั่งคอยตรง Hallstätter See ให้ถ่ายรูปด้วย

Dinner at Seewirt Zauner, Hallstatt

L1030817มื้อนี้ลงทุนหาใน tripadvisor แล้วเห็นหลาย comment ชมว่าร้านนี้อร่อย เราเลยลุยกันเลยค่ะ

L1030858ทางร้านเสริฟขนมปังให้ทุกโต๊ะนะคะ เมนูนี้ไม่ต้องสั่ง ^^

L1030860เราสั่งอกเป็ดราดซอสส้ม

L1030863 ส่วนอีกจานที่เอามาแชร์กันคือจานปลาเทราท์ ซึ่งรสชาติคือดีมากกก แต่ก้างมีเยอะไปหน่อยนะคะ คือกัดไปทุกคำต้องเจอก้าง จานนี้เลยไม่ค่อยประทับใจเท่าไรค่ะ ชอบจานเป็ดมากกว่า

23ทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เรากะจะกลับเลย แต่คุณสามีรั้งไว้ บอกว่าเดินไปจุดมหาชนอีกซักรอบดีกว่า ตอนนี้มืดแล้ว บ้านต่างๆน่าจะเริ่มเปิดไฟ แล้วเราก็จะได้เห็นวิวที่สวยไปอีกแบบ สรุปว่าสวยงามจริงๆค่ะ ไม่เสียแรงที่เดินไกลภายใต้อากาศที่เย็นยะเยือกเลยนะ

 จบไปอีกวันนึงค่ะ ถ่ายรูปเสร็จเราก็กลับไปเอารถ แล้วขับกลับโรงแรมใน Salzburg ทันที เพราะวันนี้ขับรถค่อนข้างเยอะมาก แถมพรุ่งนี้จะต้องเดินทางไกลสุดๆ ควรเก็บแรงเอาไว้ค่ะ ^^

สำหรับใครที่อยากดูเป็นรูปแบบ vdo สำหรับทริป 15 วัน (Part 1) สามารถกดดู vdo review ของนีน่าด้านล่างได้เลยเหมือนกันนะคะ

 Nina’s Outfit Today (ชุดที่ใส่วันนี้)

  • Whole outfit: Jaspal
  • Sunglasses: Victoria Beckham (VB)
  • Bag: Longchamp
  • Legging: Thing heat tech from Tawan
  • Shoes: Local brand from Korea

หมายเหตุ

รูปทั้งหมดถ่ายด้วยกล้อง Leica Q และ GoPro5 เป็นหลักนะคะ มีการแต่งภาพเล็กน้อยด้วย Lightroom App ค่าา



@NinaPraewpetch

Instagram