บ๊ายบายน้องเหนียงด้วยการดูดไขมันใต้คาง + ทำ Thermage ที่ SLC Clinic

จากชื่อหัวข้อบล็อก นีน่าเชื่อว่าต้องมีสาวๆหลายๆท่านรีบตามเข้ามาอ่านเนื้อหากันแน่นอน เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สาวๆกำลังให้ความสนใจและ search หาข้อมูลกันอยู่มากมาย นีน่าสามารถพูดได้เลยว่า เนื้อหาการรีวิวบล็อกในวันนี้ จะไม่ทำให้สาวๆผิดหวังค่ะ นีน่าใช้เวลาในการค่อยๆรวบรวมข้อมูล ค่อยๆเก็บรูปภาพผลลัพธ์ที่เห็นจริงยาวนานเกือบ 4 เดือน และเขียนการรีวิวออกมาให้สาวๆดูกันอย่างละเอียดถี่ยิบ เพราะขึ้นชื่อว่าการสลายไขมันหรือการปรับรูปหน้าแล้ว สาวๆคงต้องใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจดีๆ ดังนั้นนีน่าต้องมั่นใจก่อนว่า นีน่าสามารถเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนด้วยตัวเอง จึงค่อยมาแชร์บอกต่อให้สาวๆให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ถ้าสาวๆพร้อมแล้ว ไปเริ่มดูประสบการณ์การสลายไขมันและปรับรูปหน้าของนีน่ากันเลยค่ะ

22

ต้องบอกถึงเหตุผลในการตัดสินใจทำของนีน่าก่อนนะคะ ตัวนีน่าเองจริงๆแล้วเป็นคนรูปร่างไม่ได้ใหญ่มาก แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ใบหน้า ที่ถ้าเทียบกับไซส์ตัวแล้ว ไม่สมส่วนซักเท่าไรค่ะ หลายๆท่านที่ติดตามนีน่าเป็นประจำทาง youtube vdo เวลาเจอตัวจริงจะทักว่า ไม่คิดว่าจะตัวเล็กขนาดนี้ เห็นใน vdo คิดว่าจะอวบๆ ^^ สาเหตุหลักของการเข้าใจผิดนี้ หลักๆควรโยนความผิดไปให้ใบหน้าที่ดูใหญ่ อวบของนีน่าค่ะ 555 ถ้าเจาะลึกกันเข้าไปอีก การที่หน้าใหญ่ เกิดได้จากหลายสาเหตุอีกเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้าใหญ่ (กราม/กระดูกโหนกแก้มใหญ่) หรือ เนื้อเยอะ หรือ ไขมันเยอะทำให้กรอบหน้าไม่ชัดเจน ซึ่งสาเหตุหลักของนีน่าเป็นประการสุดท้ายค่ะ นั่นคือไขมันเยอะตรงช่วงบริเวณใต้คาง โดยรอบ ทำให้กรอบหน้านีน่าไม่ชัดเจน เวลามองจากด้านข้างจะเห็นได้ชัดคือ jaw line หรือเส้นแบ่งระหว่างแนวกรามกับคอแทบมองไม่เห็นหรือแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน  และตัวนีน่าเองมีคาง 2 ชั้น (เหนียง) อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผอมขนาดไหน น้องเหนียงก็จะยังคงไม่หายไปไหนค่ะ ดูจากรูปด้านล่างเป็นรูป before ก่อนทำทุกอย่างใดๆ โดยเฉพาะ 2 ภาพหันข้างล่างสุดค่ะ สาวๆจะมองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการมีไขมันใต้คางและกรอบหน้าไม่ชัดของนีน่าหมายความว่าอะไร

1

แต่ถ้าใครติดตามนีน่ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว คงคลับคล้ายคลับคาว่านีน่าเคยไปปรับรูปหน้าสลายไขมันมาแล้วนี่นา ตอนนั้นก็เห็นผลชัดเจนมากๆ แล้วทำไมยังต้องทำอีก? เหตุผลคือเมื่อปีที่แล้วนีน่าปรับรูปหน้าแบบ Non-Surgery ซึ่งสามารถอยู่กับเราได้ชั่วคราวประมาณ 8-12 เดือนเท่านั้นค่ะ ครั้งนั้นนีน่าทำประมาณเดือนกรกฎา 57 ซึ่งถ้านับเวลาผ่านมาก่อนนีน่าทำครั้งนี้ก็ประมาณ 9 เดือนพอดี ทำให้ใบหน้านีน่าเริ่มคืนสู่สภาพเดิมเรียบร้อย ครั้งนี้เลยตัดสินใจทำใหม่อีกครั้งและเลือกแบบที่ถาวรมากยิ่งขึ้นจ้ะ คงคลายข้อสงสัยของใครหลายๆคนไปได้นะ ^^ (ใครอยากอ่านบล็อกที่นีน่าทำการปรับรูปหน้าแบบ Non-surgery ของปีที่แล้ว กดอ่านได้ที่นี่)

Laser Fat Lift

มาพูดถึงสิ่งที่นีน่าเลือกทำในการจัดการปัญหาไขมันส่วนเกินบนใบหน้าในครั้งนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ อย่างที่บอกไปว่าปีที่แล้วนีน่าเลือกทำแบบ non-surgery นั่นคือ การฉีด meso fat ซึ่งเห็นผลได้ดีมากๆแต่ไม่ถาวร ครั้งนี้นีน่าเลยลองทำสิ่งที่จะทำให้ไขมันสลายไปได้อย่างถาวรมากยิ่งขึ้น คือการทำ Laser Fat Lift ที่บริเวณใต้คางทั้งหมดค่ะ สำหรับสาวๆที่ยังไม่รู้จักนวัตกรรม Laser Fat Lift อธิบายง่ายๆคือ เป็นการสลายไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดบนใบหน้า โดยจะปล่อยลำแสงเลเซอร์เข้าไปสลายไขมันให้มีการละลายจนเหลว  และจึงทำการดูดไขมันที่เหลวนั้นออกมาด้วย Negative pressure โดยผ่าน Cannula (ท่อดูดไขมัน) ที่มีขนาดเล็ก สามารถทำได้ที่บริเวณไขมันส่วนเกินที่แก้ม ที่มุมปาก 
 หรือที่คางค่ะ

Screen Shot 2558-07-27 at 8.55.29 PM

ข้อดีที่ของการทำ Laser Fat Lift ก็คือ

  1. สามารถเห็นผลทันทีหลังทำ เนื่องจากมีการดูดไขมันออกมาหลังจากสลายไขมันแล้ว  โดยจะสังเกตว่าบริเวณที่ดูดไขมันออกนั้นจะมีขนาดเล็กลงทันที
  2. บริเวณผิวหนังที่รักษาจะค่อย ๆ ตึงกระชับขึ้น จากการสร้างคอลลาเจนชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมาใหม่
  3. บริเวณที่จะทำ จะดูเข้ารูป เรียวสวยมากขึ้น เนื่องจากสามารถสลายไขมันได้อย่างเฉพาะเจาะจง
  4. ไม่ก่อให้เกิดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อข้างเคียง
  5.  ไม่โยโย่เอฟเฟค
  6. มีความปลอดภัยสูง เพราะ วิธีนี้ได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยแล้ว

ส่วนข้อเสียมีเพียงอย่างเดียวคือครั้งนี้จะเหมือนเป็น surgery เพราะเป็นงานที่ต้องฉีดยาชา ใส่เครื่องมืออุปกรณ์ ใช้เวลาพักฟื้นยาวนานกว่าและราคาสูงกว่าการฉีดแค่ Meso-Fat แต่หลังจากได้ปรึกษากับคุณหมอแล้ว นีน่าก็มั่นใจและตัดสินใจเลือกวิธีนี้ค่ะ ยอมทำครั้งเดียวแต่เห็นผลระยะยาวไปเลย ยิ่งได้มือคุณหมอเก่งอย่างคุณหมอธี แห่ง SLC มาทำให้แล้วด้วย ไม่ต้องตัดสินใจนานเลยค่ะ

SLC – Siam Laser Clinic 

2

ก่อนที่จะให้ไปดูขั้นตอนการทำของนีน่า ไหนๆก็เอ่ยชื่อคุณหมอธีแห่ง SLC ไปแล้ว ขออนุญาตพูดถึงคลินิคที่นีน่าเลือกทำในครั้งนี้ก่อนนะคะ ซึ่งชื่อเต็มๆของ Clinic แห่งนี้คือ SLC Siam Laser Clinic ถ้าสาวๆท่านไหนที่ติดตามนีน่ามาเป็นประจำ จะพอทราบกันอยู่แล้วว่านีน่าไปคลินิคนี้อยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะจัดการเรื่องผิวหน้า กดสิว กำจัดรอยดำ เลเซอร์ต่างๆ เพราะด้วยความที่นีน่าชอบในสถานที่ที่สะดวกต่อการเดินทาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร ทั้งการดูแลผิวพรรณ ศัลยกรรมทั่วไป ปลูกผม รวมไปถึงการทำฟันเพื่อความสวยงามด้วยนะจ้ะ 
 พนักงานบริการน่ารักเป็นกันเอง และราคาไม่ได้สูงเวอร์จนเกินไป

3จะเห็นว่าภายในคลินิคตกแต่งโอ่อ่า ดูดี ทำให้เวลานีน่าจะตัดสินใจให้ทำเคสใหญ่ๆแบบนี้ มีความเชื่อใจ รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที มีที่จอดรถพร้อมสรรพ สาขาที่นีน่ามาทำประจำคือสาขาทองหล่อค่ะ แต่จริงๆแล้วเค้ามีหลายสาขามากมาย ส่วนใหญ่จะอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็นที่เซ็นทรัล ชิดลม, ปิ่นเกล้า, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, สยามสแควร์วัน, พาราไดซ์พาร์ค, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลพระรามเก้า, เซ็นทรัลบางนา และ เซ็นทรัลพระราม2

Nina’s Experience with Laser Fat Lift

ถึงตอนมาดูนีน่าขึ้นเขียงกันดีกว่าค่ะ ^^ นีน่านัดทำช่วงตอนเช้า พอไปถึงพนักงานต้อนรับอย่างดี เอาชุดเสื้อผ้าพร้อมหมวกคลุมผมมาให้นีน่าเปลี่ยน และมี makeup remover พร้อม cleanser ให้นีน่าทำความสะอาดใบหน้าก่อนค่ะ สาวๆคนไหนที่ไม่ได้แต่งหน้ามาแต่ทาแค่กันแดดก็ควรทำความสะอาดเช่นเดียวกันนะคะ

4จากนั้นพนักงานมาเชิญไปนั่งรอที่ห้องพักค่ะ จะบอกว่าห้องดูดีมากมาย มีห้องน้ำในตัว มีโทรทัศน์ ชุดโซฟาเก้าอี้รับแขก สามารถพูดได้ว่าหรูหราเทียบเท่าห้อง VIP ในโรงพยาบาลบาลแถวหน้าของเมืองไทยเลยค่ะ นีน่าแอบถามพนักงานว่าห้องแบบนี้มีรับรองคนไข้ที่มาทำ Laser Fat Lift ทุกคนเลยรึเปล่า พนักงานอธิบายว่า จริงๆห้องแบบนี้มีไว้สำหรับคนไข้ที่ทำเคสหนักๆที่ต้องมีการผ่าตัดและนอนพักฟื้นที่นี่ค่ะ แต่ถ้าไม่มีเคสแบบนั้นในวันเดียวกัน ก็จะสามารถรับรองคนไข้ที่ทำเคส surgery ความหนักน้อยลงมาเช่น Laser Fat Lift แบบนีน่าได้ค่ะ

5ซักแป๊บทางพนักงานนำยามาให้นีน่ากินค่ะ เป็นยาแก้ปวดและยาคลายเครียดให้นีน่าทาน เพื่อให้ทำใจสบายๆก่อนทำค่ะ (ตัวนีน่าเองตื่นเต้นมากๆในเวลานั้น เพราะไม่เคยทำอะไรใกล้เคียงแบบนี้มาก่อน) แล้วน้องก็พูดคุยกับเราดีมากๆ มาคอยอธิบายให้ฟังว่าขั้นตอนการทำเป็นยังไง ไม่เจ็บ ไม่ต้องเครียด ทำให้นีน่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากๆค่ะ ^^

6ซักพักคุณหมอธีก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อทักทาย แล้วเริ่มจัดการใช้ปากกาวาด มาร์คจุดการทำ Laser Fat Lift ของนีน่าค่ะ เห็นหน้าตัวเองตอนนั้นแล้วตลกมากๆ แต่ลองนึกภาพตามว่าเวลาทำเสร็จออกมาแล้วจะสวยงาม หน้าเรียวขนาดไหน ก็อยากจะรีบทำแล้วล่ะ ที่ประทับใจคือคุณหมอใจดีมากมาย คุยแบบสุภาพสุดๆ ไม่ถือตัวว่าตัวเองเป็นหมอชื่อดังหรือเป็นเจ้าของคลินิคเลยค่ะ

7มาดูผลงานการมาร์คจุดของคุณหมอธีบนเหนียงของนีน่าแบบชัดๆกันดีกว่าค่ะ ^^

8หลังจากพูดคุยทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นีน่าก็ได้เวลาย้ายไปห้องปลอดเชื้อค่ะ เข้าไปอารมณ์เหมือนห้องผ่าตัดจริงจังแบบที่เห็นในละครเลย อารมณ์ตื่นเต้นมาอีกละ >< ผู้ช่วยคุณหมอจัดการใช้ผ้าปิดตา และใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะทำการดูดไขมัน จากนั้นคุณหมอเริ่มฉีดยาชาค่ะ (ความรู้สึกเจ็บประมาณการฉีดสิวค่ะ เจ็บแต่ทนได้) หลังจากฉีดประมาณ 4-5 เข็มแล้ว หน้านีน่าเริ่มชาๆ คุณหมอก็เริ่มฉีดยาชาเพิ่มมากขึ้นค่ะ สุดท้ายนี่เริ่มไม่รู้สึกอะไรแล้ว

9

จากนั้นคุณหมอเริ่มมีการเช็คเพื่อความแน่ใจกับเราว่าชาแล้วนะ คุณหมอเอามือมาจับใต้คางคือแทบไม่รู้สึกอะไรแล้วค่ะ แต่นีน่ายังรู้สึกตัวตลอดเวลานะคะ คราวนี้คุณหมอบอกอีกทีว่า เริ่มแล้วนะครับ หลังจากนั้นความรู้สึกของนีน่าคือเหมือนการโดนกระทุ้งๆตรงใต้คางเรื่อยๆต่อเนื่อง และมีการดึงตึงๆอยู่บริเวณเนื้อใต้คางค่ะ เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แต่ความรู้สึกเจ็บนี่ไม่มีเลยค่ะ นีน่าเองเพิ่งมาเห็นรูปด้านล่างที่ทางผู้ช่วยถ่ายให้ เพิ่งรู้ว่าเจ้าตัวเครื่องมือเลเซอร์และดูดไขมันเครื่องนี้มีขนาดเล็กนี๊ดเดียวว ไม่น่าแหละ เค้าบอกว่าแทบไม่เห็นแผลหลงเหลือตอนทำเสร็จ เรารู้สึกว่าคุณหมอธีบรรจงค่อยๆทำแบบละเอียดสุดๆ จนสุดท้ายก็เป็นอันเสร็จค่ะ

10ใช้เวลาทำทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมงรวมการเดินยาชาด้วยนะคะ คุณแม่นีน่าไปนั่งรอ บอกว่าแป๊บเดียวเองนีน่าก็ออกมาแล้ว คุณแม่ถามว่า เสร็จแล้วหลอ?? 555 ตอนนั้นนีน่ายังรู้สึกชาๆอยู่จึงไม่ชิน คิดว่าหน้าคงบวมมาก แต่คุณแม่บอกว่า ไม่บวมเลย นี่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้นะว่าทำเสร็จแล้ว

11รูปด้านบนคือหลังทำเสร็จทันทีค่ะ ผู้ช่วยคุณหมอนำ Cold Pack มาให้นีน่าโปะเอาไว้เพื่อลดอาการบวม ตอนนั้นนีน่าเองไม่รู้สึกเจ็บใดๆทั้งสิ้นค่ะ ยังคงชาๆอยู่บ้าง

12เงยถ่ายรูปให้ดูแผล ยังคงเห็นร่องรอยการมาร์คจุดของคุณหมอธีอยู่เลย ส่วนแผลที่ถูกท่อดูดไขมันแทงเข้าไปมีทั้งหมด 4 จุดข้างละ 2 จุดค่ะ ดูจากรูปด้านบนจะเห็นว่าเป็นจุดเล็กมากๆ ตอนนี้คุณหมอใช้พลาสเตอร์ยาปิดแผลเอาไว้ค่ะ

13นั่งพักในห้องต่ออีกซักแป๊บ เสร็จแล้วนีน่าก็กลับบ้านได้เลยค่ะ วันนั้นได้ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาทาแผลต่างๆ และสายรัดหน้ากลับบ้านมาด้วย (สายรัดหน้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกประมาณ 1,000++ บาทนะจ้ะ) สรุปกลับบ้านไป เวลายาชาหมดฤทธิ์ ก็ยังไม่รู้สึกเจ็บใดๆ มีแต่ความรู้สึกปวดเล็กน้อยบริเวณที่ทำค่ะ

Nina’s Recovery & Result

หลังจากวันนั้นที่นีน่ากลับบ้านไปสิ่งที่ต้องทำตามคำสั่งคุณหมอก็คือ งดการล้างหน้า 24 ชั่วโมง ให้ทำการประคบเย็นบริเวณที่ทำเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง 
 
รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจนครบ 
และงดการออกกำลังกายหนักทุกชนิด เป็นเวลา 2 -4 อาทิตย์ค่ะ และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือการคาดสายรัดใบหน้าตลอดเวลาให้นานที่สุด เพื่อให้ใบหน้าเราได้ shape ที่สวยงาม ส่วนตัวนีน่าเองใช้สายรัด 24 ชั่วโมงทุกวัน (ยกเว้นตอนอาบน้ำ ล้างหน้า) เป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มๆเลยค่ะ เนื่องจากช่วงนั้นหยุดสงกรานต์พอดี นีน่าเลยไม่ต้องแต่งหน้าออกไปไหน กะเวลาการทำให้พักฟื้นเต็มที่ ^^

14เวลาที่ใช้สายรัด หน้าของเราจะออกมาเป็นแบบภาพด้านบนนะจ้ะ อาจเป็นที่น่าตกใจของผู้พบเห็นเล็กน้อย แต่เชื่อนีน่านะคะ ขอให้รัดเป็นประจำ แล้วหน้าของเราจะเข้ารูปออกมาสวยเป๊ะ ระหว่างรัด ก็ถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วไป หน้านี่เล็กสุดๆไปเลย 555

15ผ่านไป 5 วันหลังจากวันทำ ตอนนี้นีน่ารู้สึกเป็นปกติดีหมดทุกอย่างแล้วค่ะ จริงๆแล้วหลังทำ 1 วัน อาการปวดทุกอย่างหายหมดแล้ว ส่วนอาการเขียวช้ำต่างๆที่อาจเจอได้ นีน่าโชคดีมากๆที่ไม่มีอาการเหล่านั้นเลยค่ะ ลองดูจากภาพด้านบนนะคะ นีน่าอาจยังมีอาการบวมน้ำเหลืออยู่บ้าง จึงไม่เห็นว่าหน้าเล็กเรียวขึ้นมากเท่าไร ส่วนรอยแผล (ลูกศรสีขาว) นี่แทบไม่เห็นแล้วเลย รอยแผลที่ดูดไขมันแอบเล็กกว่ารอยสิวที่นีน่าชี้ด้วยลูกศรสีเทาด้วยซ้ำใช่มั๊ยคะ? ^^

16หลังจากนั้น นีน่าเริ่มสังเกตว่าหน้าเริ่มหายบวม แต่ยังไม่สังเกตเห็นชัดเจนว่าหน้าเล็กลงจากเดิมเท่าไรค่ะ จนถึงกำหนดการณ์ไป follow up ที่คลินิค หลังจากผ่านไปเป็นเวลา 1 เดือน ปรากฎว่าเมื่อลองถ่ายรูปแล้วเอามาเปรียบเทียบกับรูปก่อนทำ แอบเห็นความแตกต่างอยู่เหมือนกันนะ ดูจากรูปด้านบนนะคะ จะสังเกตได้ว่าหลังทำมาเป็นเวลา 1 เดือน ผิวบริเวณข้างแก้มดูกระชับขึ้น และตรงบริเวณคางมีความชัดเจน มีความแหลมมากยิ่งขึ้นค่ะ นีน่าคิดว่าอาจเป็นเพราะว่านีน่าอยู่กับตัวเองทุกวัน มองหน้าตัวเองทุกวัน จึงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง แต่พอลองมาถ่ายรูปดูแบบเปรียบเทียบ สามารถเห็นความแตกต่างได้ค่ะ

Thermage CPT

การทำ Thermage (เทอร์มาจ) ควบคู่กับการทำ Laser Fat Lift ถือเป็นแพคเกจคู่ที่นีน่าปรึกษาคุณหมอตั้งแต่ต้น และคุณหมอก็แนะนำว่าควรทำควบคู่กันไป เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาชัดเจนมากที่สุดค่ะ สาวๆอาจจะเคยได้ยินชื่อ Thermage มานานมากแล้ว แต่ไม่ทราบหลักการของเจ้าตัวนี้ว่าคืออะไรใช่มั๊ยล่ะคะ Thermage CPT เป็นพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) ทำให้เกิดความร้อนในชั้นภายใต้ชั้นผิวหนัง สามารถช่วยลดริ้วรอย ทำให้ผิวเรียบเนียน ไม่ทำลายชั้นหนังกำพร้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนภายใต้ผิวหนังให้เต่งตึงขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย สามารถทำได้กับทุกสีผิว  
สามารถทำได้หลายบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น ปรับยกกระชับรูปหน้า ริ้วรอยรอบดวงตา ริ้วรอยหน้าผากหรือตีนกา 
ริ้วรอยบริเวณริมฝีปากและร่องแก้ม 
 
รวมถึงผิวหนังบริเวณแขนขา และ หน้าท้องที่หย่อนคล้อย

Screen Shot 2558-07-27 at 8.55.44 PMข้อดีที่ของการทำ Thermage CPT ก็คือ

  1. ผิวกระชับเห็นผลตั้งแต่ 2 เดือนแรก
  2. นอกจากจะช่วยลดริ้วรอย ทำให้ผิวเรียบเนียน ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนภายใต้ผิวหนังให้เต่งตึงขึ้นในระยะยาว
  3. ไม่ทำลายชั้นหนังกำพร้า ปราศจากร่องรอย ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถแต่งหน้าต่อได้ทันที
  4. ให้ผลการรักษาในระยะยาว สามารถอยู่ได้ประมาณ 6 – 10 เดือน หรือมากกว่าเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับลักษณะผิว และ วัยของแต่ละบุคคล โดยการรักษาเพียงครั้งเดียว
  5. เมื่อเทียบกับ Thermage รุ่นเดิม Thermage CPT จะเจ็บน้อยกว่า ความร้อนที่ใช้ในการรักษาลงลึกสู่ชั้นผิวมากกว่า และ ให้ผลชัดเจนในการ Contouring ผิวมากกว่า

ตัวนี้นีน่าไม่ลังเลที่จะทำเลยค่ะ เพราะเป็นแบบ Non-Surgery และยิ่งจะช่วยทำให้การทำ Laser Fat Lift ของนีน่าเห็นผลชัดเจนมากยิ่งขึ้น เค้าบอกว่าการทำ Laser Fat Lift ควบคู่กับการทำ Thermage CPT เหมือนกับ 1+1=3 คือทำ 2 อย่างแต่ผลลัพธ์ดีเริ่ดมากมาย ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของ Thermage CPT สำหรับนีน่าคือ อยู่ไม่ถาวรค่ะ ควรทำซ้ำทุกๆ 10-12 เดือนนะจ้ะ ^^

Nina’s Experience with Thermage CPT

ก่อนทำ Thermage นีน่าแอบมีความกังวลเล็กน้อยค่ะ เพราะพี่ๆในวงการหลายท่านเตือนมาว่า เจ็บมากนะนีน่า แต่ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเจ็บก็ต้องทนล่ะงานนี้ ยอมๆๆค่ะ ^^ ครั้งนี้นีน่านัดมาทำที่ SLC Clinic หลังจากเว้นช่วงจากการทำ Laser Fat Lift มาเดือนกว่าๆเกือบ 2 เดือน เพื่อให้ทุกอย่างเข้าที่เรียบร้อยดีก่อน

17พอมาถึงที่คลินิค ทางพนักงานพานีน่าไปปั่นยาชาค่ะ แอบถามไปว่าปั่นยาชาคืออะไร ^^ จริงๆก็เหมือนการทายาชาที่ผิวหน้านั่นแหละค่ะ แต่ที่คลินิคจะใช้หัว Derma Max ในการนวดที่หน้า เป็นการผลักให้ยาชาลงลึกมากยิ่งขึ้น และเห็นผลไวมากยิ่งขึ้น หัว Derma Max นี้เป็นหัวเดียวกับเวลาที่คลินิคใช้ผลักวิตามินเข้าสู่ผิวเวลามาทำ treatment ผิวหน้าค่ะ ความรู้สึกคือยิบๆนิดๆนะจ้ะ ซักพักจะเริ่มรู้สึกชาค่ะ

18ใช้เวลาปั่นยาชาประมาณ 15-20 นาทีก็สามารถล้างออกได้ จากนั้นเข้าห้องทำ Thermage CPT ค่ะ  คุณหมอฝ้ายเป็นผู้ทำให้ในครั้งนี้นะคะ โดยที่จะเน้นการทำบริเวณใต้คางของนีน่าทั้งซ้ายและขวา เลยมาถึงข้างแก้มเล็กน้อยจ้ะ จำนวน shot ที่นีน่าจะทำในวันนี้อยู่ที่ 900 shots ค่ะ ก่อนทำจะมีการทาเจลเย็นให้ด้วยนะคะ ความรู้สึกระหว่างตอนทำ เสียงเครื่องอาจจะดังและสั่นรุนแรงหน่อย ตกใจเล็กน้อย แต่อันนี้พูดตรงๆว่าสำหรับนีน่ารู้สึกสบายมากๆ ยังแอบงงอยู่นิดหน่อยตอนทำ ว่าทำไมหลายๆคนบอกว่าเจ็บ นีน่าแทบไม่รู้สึกอะไรเลย จะมีความรู้สึกอุ่นๆที่ใบหน้าเวลายิง และอาจจะมีบางช่วงจะอุ่นจนร้อนเกินไปบ้าง (โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้า) แต่เราสามารถบอกคุณหมอได้ และคุณหมอจะย้ายไปทำโซนอื่นแล้วค่อยกลับมายิงที่บริเวณเดิมใหม่ค่ะ กลับมาคิดดู นีน่าคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ Thermage รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ CPT ความเจ็บจึงน้อยกว่าการทำที่อื่นๆก็เป็นได้ค่ะ นีน่าอัด vdo ตอนทำมาให้ดูสั้นๆให้เห็นภาพตอนทำด้วยค่ะ 

ทำเสร็จเรียบร้อย 900 shots ผิวนีน่ามีความชมพูๆเล็กน้อย เห็นชัดทันทีว่าหน้าถูก lift ขึ้นค่ะ เลยแอบถามคุณหมอว่า ถ้าไขมันในผิวน้อยลงจากการทำ Laser Fat Lift และผิวถูกยกกระชับขึ้นจากการทำ Thermage CPT แบบนี้ กรามจะเห็นชัดขึ้นมั๊ยคะ? จะกลายเป็นคนกรามใหญ่ไปเลยมั๊ย? คุณหมอเลยทำการจับตรงกล้ามเนื้อมัดตรงกรามดู ให้นีน่าลองกัดฟัน พบว่ากล้ามเนื้อตรงนี้มัดใหญ่พอสมควร เลยถามว่า อยากฉีดโบท็อกซ์ตรงกล้ามเนื้อมัดตรงกรามไปด้วยเลยมั๊ย ฉีดปั๊บไม่ต้องกลัวว่าจะดูกรามใหญ่ ทุกๆอย่างจะลงล็อคเข้าที่เพอร์เฟ็ค รับรองหน้าดูดีเข้าที่ภายใน 3 เดือน

19อย่างงี้ก็เสร็จนีน่าสิคะ จัดการไปเลยทีเดียว ให้สวยไปเลยภายในครั้งเดียว คุณหมอฝ้ายมือเบามากๆ ฉีด Botox ไป 2 ด้าน ด้านละ 2 ฟืด แทบไม่เจ็บเลยค่ะ จะมีความรู้สึกเจ็บแปร๊บๆตอนที่เดินยา แต่เจ็บแบบนี้ ทนได้แน่นอนค่ะ ^^

20ทำเสร็จออกมา ให้ดูหน้านีน่าภาพบนค่ะ ไม่มีความแดงใดๆจาก Thermage หลงเหลือ แถมหน้ายังดูเรียวเล็กขึ้นทันทีเลย นีน่าสามารถแต่งหน้า ไปงานต่อได้ทันทีค่ะ ไม่มีข้อห้ามใดๆหลังจากทำ Thermage เลยค่ะ เริ่ดมากมาย ^^ งั้นเรามารอดูผลกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าทั้งหมดที่นีน่าทำมาแบบจัดเต็มขนาดนี้ ผลออกมาเป็นยังไงบ้างเมื่อเวลาผ่านไป

Nina’s Result & Conclusion

หลังจากที่ทำ Laser Fat Lift มาตั้งแต่เดือนเมษา รวมกับการทำ Thermage CPT และฉีด Botox ตอนต้นเดือนมิถุนา ตอนนี้ก็ปลายเดือนกรกฎาเรียบร้อย รวมๆทั้งหมดเป็นเวลาเกือบ 4 เดือนได้ค่ะ มาดูความแตกต่างกัน ว่าเรามาไกลกันขนาดไหน

21จากรูป Before-After ด้านบน สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคงเป็นบริเวณน้องเหนียงของนีน่า ที่ดูหายไปอย่างชัดเจน รวมถึงเวลาหันหน้าตรง จะดูออกว่าตรงบริเวณแก้มด้านข้างกรามดูเล็กลง หน้าดูเป็น V Shape มากยิ่งขึ้นค่ะ ส่วนภาพคู่ล่างสุด ยังกับว่านีน่าไปทำคางมายังไงยังงั้น เพราะเนื้อบริเวณกรอบหน้าดูน้อยลง กรอบหน้านีน่าชัดเจนมากขึ้น คางดูชัดเจนมากยิ่งขึ้นทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรกับคางแม้แต่น้อย โดยรวมแล้วคือโครงหน้าชัดเจนมากขึ้นค่ะ

ส่วนรูปด้านล่างเป็นรูปที่นีน่าถ่ายตั้งแต่ตอนที่นีน่าไปทำงานที่ฝรั่งเศสเมื่อต้นเดือนเมษา เปรียบเทียบกับรูปที่นีน่าเพิ่งถ่ายตัวเองเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง สาวๆเห็นความแตกต่างชัดเจนมั๊ยคะ?

22ถือว่าตอนนี้ ไม่ว่าถ่ายรูปถ่ายวีดีโอมุมไหน ทำผมทรงมัดรวบตึงขนาดไหน แต่งหน้าลุคอะไร ก็ไม่กังวลว่ามุมหน้าจะดูใหญ่ สาวๆที่ติดตามนีน่าทางแฟนเพจจะเห็นว่าช่วงหลังๆนีน่าหันมาใส่ใจการดูแลตัวเองมากขึ้น ทานอาหาร Clean และ Detox ด้วยน้ำผลไม้สกัดเย็นเป็นประจำ และออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดนี้พอรวมเข้าด้วยกันแล้ว ทำให้ช่วงหลังๆจะเห็นว่ารูปถ่ายของนีน่าไม่ว่าจะเต็มตัวหรือซูมที่หน้าจะดูว่า in-shape มากยิ่งขึ้น ความมั่นใจมีเพิ่มมากขึ้นด้วยนะ

23สรุปโดยรวมแล้ว ถือว่าหน้าเล็กลงสมใจอยากเลยค่ะ ส่วนถ้าใครถามนีน่าว่าระหว่างสิ่งที่นีน่าทำแบบ non-surgery ในปีที่แล้วเปรียบเทียบกับแบบ mini-surgery ในปีนี้ นีน่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน แบบไหนดีกว่ากัน สำหรับนีน่ามีข้อดีคนละอย่าง อยู่ที่สาวๆให้ความสนใจจุดไหนเป็นหลักค่ะ

  • สาวๆที่ต้องการเห็นผลรวดเร็ว ชัดเจน และกลัวการทำเคสแบบใหญ่ๆ แต่ไม่ mind ว่าจะผลลัพธ์จะอยู่ได้ไม่นาน: นีน่าแนะนำให้ทำการปรับรูปหน้าแบบ non-surgery ค่ะ นีน่าทำไปเมื่อปีที่แล้วตามรีวิวนี้เลย –> Deep Review: ปรับรูปหน้า + meso fat 
  • สาวๆที่ใจเย็นหน่อย ค่อยๆเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ละน้อย แต่อยู่กับเราได้ยาวนานไปตลอดๆ ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งสวย: นีน่าแนะนำให้ทำเหมือนที่นีน่าทำครั้งนี้ได้เลยค่ะ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคืออาจจะราคาสูงกว่าแบบแรกหน่อยนะจ้ะ

ตอนนี้สาวๆหลายๆท่านอาจอยากทราบเรื่องราคาสำหรับการทำทั้งหมดของนีน่าในครั้งนี้นะคะ จริงๆแล้วราคาของแต่ละท่านจะไม่เท่ากัน เพราะทางคุณหมอจะต้องประเมิณจากรูปหน้าของคนไข้ก่อนค่ะ ว่าควรทำอะไร เยอะขนาดไหน เช่น Laser Fat Lift ควรทำจุดไหนบ้าง ทั้งหมดกี่จุด ทำตรงใต้คางอย่างเดียว หรือต้องทำที่แก้มด้วย ส่วน Thermage CPT ก็ต้องมีการประเมิณว่าควรจะทำทั้งหมดกี่ shot เพื่อให้เห็นผลดีมากที่สุดค่ะ

สำหรับตัวนีน่าเอง การทำทั้งหมดนี้ (Laser Fat Lift + Thermage CPT 900 shots + Botox) อยู่ที่ราคาคร่าวๆ 100,000++ บาทนะจ้ะ แต่ปกติทางคลินิคมีโปรโมชั่นลดราคาอยู่เสมอๆ ยังไงถ้าสนใจสอบถามข้อมูล สาวๆสามารถติดต่อไปได้ที่ข้อมูลด้านล่างเลยค่ะ

Call center : 0-2714-9555   
Line ID : @SLCclinic
www.facebook.com/SLCclinic
www.slcclinic.com


@NinaPraewpetch

Instagram